Value Investor หรือ Technical Analysis ?


สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นอยู่ตลอดเวลาคือ.. การถกเถียงกันว่า V.I หรือ T.A ดีกว่ากัน ?
กองเชียร์ ของแต่ละฝ่าย ก็จะเชิดชู แนวทางของตัวเองว่า ดีกว่า เก่งกว่า และ จะทำให้ประสบความสำเร็จ ได้กำไร มากกว่า…

ซ้ำร้ายกว่านั้น… ผมเห็นอยู่บ่อยๆว่า ต่างฝ่าย ต่างก็จะโจมตี ตำหนิ ดูถูก เยาะเย้ย ว่ากล่าว.. อีกฝ่ายหนึ่ง อยู่เสมอ…
จะทำไปเพื่ออะไร ครับ ?

ตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน…
ตลาดหุ้นนั้น มีคนเจ๊ง มากกว่า คนที่จะรวย…
ไปเถียงกัน เพื่อเอาชนะ แล้วเราได้อะไรขึ้นมาครับ ? รวยขึ้นหรือเปล่า ? กำไรหรือเปล่า ?

ในทุกๆสิ่ง ทุกๆแนวทาง มันมีข้อดี ข้อเสีย จุดแข็ง จุดด้อย…
และ ทุกๆแนวทาง ทุกๆคน มีโอกาสผิดพลาด เสียหายได้ตลอดเวลา…

สิ่งที่คุณต้องทำ.. คือ มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้อง เพื่อป้องกัน การเสียหายชนิด หมดตัว หรือ เป็นหนี้ เป็นสิน..
เลือกแนวทาง ที่คุณคิดว่า เหมาะสมกับ ความรู้ ความสามารถ และ ความชอบของตัวเอง..

เมื่อเลือกแนวทางแล้ว… ก็ไปศึกษา วิธีการลงทุน ที่ถูกต้องในแนวทางนั้นๆ ว่าควรทำอย่างไร ?
เมื่อรู้แนวทางแล้ว… ก็ต้องไปทำการบ้าน คัดเลือกหุ้นว่า จะซื้อตัวไหน จะซื้อเมื่อไร และ ซื้อที่ราคาไหน ?

นั่นต่างหากครับ สิ่งที่ควรทำ…
ไม่ใช่ เอาเวลา ไปนั่งว่ากล่าว ดูถูก เยาะเย้ย คนอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมีแนวทาง และ ความเชื่อ ต่างไปจากตัวเราเอง..

ในแนวทางของ V.I. หลักการไม่ยากหรอกครับ… แนวทาง หลักการนั้น ง่ายมาก
ปัญหาคือ การวิเคราะห์หุ้น ให้ถูกต้องตามหลักการดังกล่าว ต่างหาก ที่ยากมากๆ…
เพราะคุณจะต้องประมาณการณ์ ตัวเลขในอนาคต ให้ถูกต้อง แม่นยำ ครับ

แล้วมัน มีคนกี่คน ที่เลือกหุ้น ได้ถูกตัว ราคาเหมาะสม ในแนวทางของ VI ?
เลือกเสร็จแล้ว กิจการเติบโต กำไรเพิ่มขึ้นทุกๆปี ไม่เคยหยุด ? มอง Growth ได้ถูกต้อง ?

น้อยมากครับ หากว่า ทำได้ง่ายๆ ก็รวยกันไปหมดแล้วละครับ..

ตัวเลขต่างๆนาๆ เช่น D/E , Net profit, ROA, ROE สารพัด สารพัน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า หุ้นจะมีอนาคตที่ดี
หุ้นที่มี รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม ปันผลเพิ่ม… เป็นเพียง การช่วยกรองหุ้นขยะ ทิ้งไปให้คุณเท่านั้นเองครับ…

แค่นั้นจริงๆ… มันไม่ได้มีอะไร รับประกันว่า ตัวเลขในปีหน้า ไตรมาสหน้า เดือนหน้า.. จะยังคงเป็นอย่างที่มันเป็น…
ทุกอย่าง พลิกจากหน้ามือ เป็นหลังมือ ได้เสมอ…

ลองไปศึกษา กรณีหุ้นอย่าง GL หรือ Beauty ก็ได้ครับ หุ้นทั้งสองตัว เป็นหุ้นขวัญใจ VI ทั้งคู่ ผลสุดท้ายเป็นยังไง ไปดูเอาเองครับ

และ VI เอง ก็มีแนวทางย่อยๆ แทรกอยู่มากมาย ต่างฝ่าย ต่างก็ยืนยัน หัวเด็ดตีนขาดว่า แนวทางของตัวเองถูกต้อง
เช่น ต้องเล่น หุ้น Growth ? ต้องเล่นหุ้น Turn Around ?
สารพัดละครับ…

ผลเป็นไง ? ผมก็เคยเห็นคนที่เขียนหนังสือ แนะนำวิธีเล่นหุ้น Turn Around ขาดทุนกับหุ้น Turn Around เป็นจำนวนเงินมหาศาล…

การเป็น VI นั้น คุณจะต้องทำงานหนักมาก ในการอ่านข้อมูล ศึกษางบการเงินของกิจการ ไป company visit ไป op day ไปคุยกับผู้บริหาร และ คุณจะต้องค้นคว้า วิจัย ในทุกๆองค์ประกอบของกิจการ แล้ววิเคราะห์ สรุปผลสุดท้ายให้ถูกต้อง ว่ากิจการมีอนาคตที่ดี

หากคุณวิเคราะห์ถูก คุณก็จะรวย และ เป็นเซียนหุ้น…
หากคุณวิเคราะห์ผิด คุณก็เจ๊ง..
แต่ปัญหาของ VI คือ ในทุกครั้ง.. กว่าจะรู้ตัวว่า ผิดไปแล้ว.. เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนาน และ ความเสียหาย จะเป็นตัวเลขที่เยอะมากเสมอครับ…

แล้วแนวทางของ TA ล่ะ ดีกว่า VI งั้นหรือ ?

เปล่าเลยครับ มันก็มีความผิดพลาดได้พอๆกัน..
เวลาเปลี่ยน กราฟเปลี่ยน… indicator ห่วย , False Break ? หักกราฟ ? นับคลื่นผิด ไม่รู้ว่าคลื่นไหน ? ตีความก้อนเมฆผิด นี่หัวและไหล่ เอ๊ะ หรือไม่ใช่ ? และอื่นๆ อีกมากมายครับ… ที่เกิดผิดพลาดได้ตลอดเวลา…

ส่ิงที่ TA ต่างจาก VI อย่างหนึ่งคือ…
หลักการของ VI นั้นง่าย แต่ทำตามนั้นยาก
ส่วน TA นั้น จะหาหลักการ แนวทาง ระบบเทรด ของ TA นั้นยากมาก แต่ทำตามได้ง่าย…

ที่ว่า หลักการ และ แนวทางของ TA นั้นยาก ก็เพราะมันมีความเชื่อหลากหลาย สารพัดมากมาย
ว่าควรใช้ indicator อะไร ใช้ time frame อะไร
และความจริงอย่างหนึ่งคือ indicator ส่วนใหญ่ ให้ผลที่ ผิดพลาด มากกว่าถูกต้อง…

ไล่ไปสิครับ จะนับคลื่น ? จะใช้ Fibo ? จะตัดสินจาก price pattern ? จะดูแท่งเทียน ?
อะไรที่มันถูก และ ได้ผล ?

และแม้แต่ indicator ตัวเดียวกัน Time frame เดียวกัน วิธีการอ่าน ยังไม่เหมือนกันเลยครับ การตีความก็ต่างกันด้วย..
การที่คุณจะคิดต้น ระบบการเทรด ที่ให้ผลถูกต้อง ได้กำไร มากกว่า ขาดทุน เป็นเรื่องที่ยากเย็นมากครับ..
คุณต้องทำการบ้าน หนักมากๆ เช่นกัน ในการทำ back test ระบบอยู่เสมอ และ สังเกตุผล เวลานำไปใช้จริงเสมอ ว่าระบบเทรด มีข้อผิดพลาด หรือ จุดอ่อน อะไรอยู่บ้าง ? และ จะแก้ไข อย่างไร ?

แต่หาก คุณหาระบบเทรด เจอ… การทำตาม เป็นเรื่องง่ายมากครับ
ก็เพียงแต่ทำไปตามระบบที่ตั้งไว้… เท่านั้นเอง…

ข้อดี อีกอย่างของ TA คือ หากคุณผิดพลาด คุณจะรู้ผลเร็วครับ เพราะคุณจะมีการตั้ง stop loss เอาไว้เสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาด จุด stop loss ก็หาได้ไม่ยาก หากคุณมีระบบ money management ที่ถูกต้อง…

และไม่ว่า คุณจะเป็น VI หรือ TA
หากคุณมีความรู้ ความเข้าใจ ทำงานหนักเพียงพอ.. คุณจะเอาตัวรอดได้ในตลาดหุ้น..

เมื่อเป็น VI ก็ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่า มูลค่าพื้นฐานของหุ้น มี margin of safety เพียงพอ ไม่ซื้อหุ้นขยะ และ ทำนายการเติบโตให้ถูกต้อง มีปันผลที่จะช่วยยัน ราคาหุ้นให้แข็งแกร่ง ในภาวะวิกฤต ได้เสมอ

เมื่อเป็น TA ก็ซื้อหุ้น ในระบบ ที่ผิดพลาดน้อยครั้ง และ มีวินัยในการลงทุน ระบบให้ซื้อก็ซื้อ ระบบให้ขาย ก็ขาย ถึงเวลา cut ก็ต้อง cut อย่าลังเล และ ต้องมีระบบของตัวเอง เชื่อตัวเอง ไม่ใช่ไปรอฟังว่า คนอื่นจะว่าอย่างไร เพราะมันไม่ทันการณ์หรอกครับ

หรือคุณจะเป็น Hybrid ยังได้เลยครับ.. เลือกได้ตามใจชอบ…

อย่าเข้าห้อง Line ฟังคนอื่นให้น้อย ทำการบ้าน ด้วยตัวเองให้มากๆ
นักวิเคราะห์ ก็ฟังบ้าง เพื่อเก็บข่าวที่เราตกหล่น เท่านั้น ส่วนการวิเคราะห์เลือกหุ้น เราต้องมาคัดกรองเองอีกครั้ง ไม่ใช่ พอมีคนบอกให้ซื้อ เราก็ซื้อเลย… พอเจ๊ง ก็ไปด่าคนอื่น.. อันนั้น ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง….

และเลิกเสียทีเถอะครับ กับการไป ว่ากล่าว ไปเยาะเย้ย ดูถูก คนอื่น ที่เขามีแนวทางต่างไปจากคุณ…

ผมเอง เคยเจอคนแบบนี้ มาแล้ว… ในห้อง line สิ่งที่ผมทำคือ.. ไม่ตอบ ไม่คุย ผมปล่อยวางครับ แล้วออกจากห้อง line ไปเลย ไม่คุย ไม่แชร์ อะไร อีกต่อไป… ไม่ต้องไปอธิบาย ทะเลาะ ถกเถียง ให้เสียเวลา… ใครอยากเทรดแบบไหน ก็ปล่อยเขาไป ไม่ใช่เรื่องของเราครับ

เรื่องของเราคือ เรารู้จักตัวเอง ดีพอหรือยัง ?
เราเลือก แนวทาง หลักการ ที่ถูกต้อง และ เหมาะสม กับจริตของเราหรือยัง ?
เราค้นพบ ระบบ และ วิธีการลงทุน การตัดสินใจ ที่ถูกต้อง และ เป็นของเราเองได้หรือยัง ?
เราทำการบ้าน หนักเพียงพอ หรือยัง ?

เพราะสิ่งสำคัญคือ สุดท้ายแล้ว.. คุณประสบความสำเร็จ ในการลงทุน หรือไม่ ?
คุณรวย หรือ คุณ เจ๊ง ?

ส่วนเรื่องอื่น หรือ คนอื่น ไม่สำคัญครับ ให้ปล่อยวาง แล้วเอาเวลาของคุณ มาใช้ให้คุ้มค่า และ เกิดประโยชน์ ดีกว่าครับ…