เงินเฟ้อ กับเสียงนินทา…

เมื่อคืน มีการประกาศเงินเฟ้อ ที่ 7.5% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ….
ประเด็นสำคัญคือ หลังจากนี้ คือ อะไรต่อไป ?

มี เสียงนินทา.. เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง อันใดเจ้าเอย… ว่า…..
1. มีการ จงใจ บิดเบือน ตัวเลขเงินเฟ้อ หรือไม่ ?
2. ตัวเลขเงินเฟ้อที่รายงาน เป็นตัวเลขที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะ มีการ delay ของการรวบรวมข้อมูล หรือไม่ ?

จริงๆแล้ว ตัวเลขเงินเฟ้อ เป็นตัวเลขสองหลักไปเรียบร้อยแล้ว…..
นั่นแหละครับ ประเด็นสำคัญละ

การบิดเบือนตัวเลขเงินเฟ้อนั้น มีเสียงนินทาว่า ในการคำนวณ มีการจงใจ ไม่เอาตัวเลขบางตัวมาคำนวณ เพื่อพยายามให้ได้ผลสุดท้าย ของเงินเฟ้อ ให้ออกมา ต่ำๆเข้าไว้

การ delay คือ จริงๆแล้ว ราคาต้นทุนต่างๆ ขึ้นไปแล้ว แต่เนื่องจาก ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการผลิต การขึ้นราคามาเป็นทอดๆ ตั้งแต่ต้นทางนั้น จะค่อยๆส่งผลกระทบมาเรื่อยๆ ขึ้นไปแล้ว แต่อาจยังไม่เห็นผลตอนนี้ ซึ่งกว่าจะส่งผลมาให้ ผู้บริโภคได้เห็น ในตัวผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ก็จะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง พอถึงเวลานั้น ก็จะมีการประกาศขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อ พุ่งพรวดพราดขึ้นไป มากกว่าที่คิดเอาไว้

ดังนั้น จริงๆแล้ว เงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆนั้น สูงกว่าระดับ 7.5% ไปเรียบร้อยแล้ว

แล้ว FED จะทำยังไง ต่อ ? นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญ
FED อยู่ในภาวะของ ซ้ายตาย ขวาสลบ ครับ

จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย ก็ไม่ได้ เงินเฟ้อ รุนแรงขึ้นทุกที หากไม่ขึ้นดอก ไม่ดึงสภาพคล่องกลับ ก็จะยิ่งพัง

จะขึ้นดอกเบี้ย ก็ไม่ได้ เพราะจะมีปัญหาเรื่อง หนี้ของสหรัฐ จำนวนมหาศาลทันที ว่า จะหาเงินที่ไหน มาใช้ต้น ใช้ดอก ขึ้นดอกเบี้ยทีหนึ่ง เรื่องใหญ่นะครับ ต้นทุนทางการเงิน เพิ่มมหาศาล
แล้วไหนจะเรื่องตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด ที่จะถล่มลงมา นั่น FED ก็ไม่อยากเห็น FED อยากให้เป็น Soft landing มากกว่า
แล้วไหนจะเรื่องหนี้มหาศาลในระบบของภาคเอกชน นั่นก็เรื่องใหญ่อีก จะทำยังไง ?
ฯลฯ.

ปัญหาครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งก่อนๆนะครับ เพราะครั้งก่อน ตอนทศวรรษ 80 ที่ขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 16.64% นั้น FED ไม่ได้ทำ QE , FED ไม่ได้ซื้อ Bond เอกชน , และในยุคนั้น ไม่มีโรคระบาดใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อปัญหา supply chain (ยังไม่นับถึง เรื่องสงครามยูเครน – รัสเซีย ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่) ไม่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของ โจ ไบเดน หนี้ของ USA ไม่ได้มีปริมาณมหาศาลเหมือนปัจจุบัน

การแก้ปัญหาอย่างกล้าหาญ ของ ประธาน FED ในยุคนั้น จึงแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ และ หลังจากนั้น เศรษฐกิจก็ค่อยๆ ดำเนินไปได้ด้วยดี อัตราดอกเบี้ย กลับไปอยู่ที่หลักเดียว และ มีความมั่นคง

แต่ปัจจุบันนี้… มันต่างจากในอดีตมากครับ…. เพราะสภาพคล่องในระบบ และ ปริมาณหนี้มหาศาลในระบบ อันเนื่องมาจากการอัด QE และการกดดอกเบี้ยต่ำจนเกือบศูนย์ จึงสร้างปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตไม่ได้มีปัจจัยเหล่านี้

แต่นั่น ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของ อีตา powell ให้แกปวดหัวของแกไป (ดีแล้ว ที่ไม่เป็นเรา ต้องไปแบกรับปัญหาใหญ่ขนาดนี้ และทางแก้ ที่สวยๆ แทบจะมองไม่เห็นเลย อย่างที่บอกครับ.. ซ้ายตาย ขวาสลบ) แกก็คงพยายาม ทำทุกอย่างให้นุ่มนวลที่สุดมังครับ.. ก็ไม่รู้เหมือนกัน.. ผมก็เป็นแค่ “แมงเม่าในตลาดหุ้น” ผมจะไปรู้อะไร เรื่องการแก้ปัญหา

เมื่อวาน จนท. ธนาคาร โทรมากล่อมผมว่า เงินฝากประจำ 3 เดือนของผม เปลี่ยนเป็น 36 เดือนดีไหม เพื่อล๊อคดอกเบี้ยให้ได้ระดับสูง.. ผมตอบไปว่า…. อัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มกำลังจะขึ้น ไม่ใช่หรือครับ ? ผมไม่ต้องการล๊อคดอกเบี้ย ในตอนนี้ ผมต้องการฝากเงิน ในระยะสั้นๆ ต่อไป เพื่อที่ว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ย ขึ้นไปสูงสุด ผมอาจจะไปล๊อคดอกเบี้ย ของผมในเวลานั้น…. จนท. ธนาคาร ก็เลยวางสายไป….

ในเวลานี้… สิ่งที่เราทำได้ คือ….
รับรู้สถานการณ์ และ เตรียมตัว และ ปรับตัว
จำศีล… เพิ่มความระมัดระวัง….
อย่ามีหนี้…. เด็ดขาด…..
ระวังการลงทุน ในสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด…. ตอนนี้ มันเป็นฟองสบู่….
พยายามประคับประคอง ทุกสิ่งรอบตัว…..
อย่าประมาท…
แล้วก็… ภาวนา…. ครับ