การกลับมาของ Michael Burry / The Bigger Short

ยังจำหนังเรื่อง The Big Short ได้ไหมครับ ที่ Dr. Michael Burry ซึ่งรับบทโดย Christian Bale เขาเป็นคนแรกๆ ทีทำนายได้ถูกต้องว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของ US อยู่ในสภาพเป็นฟองสบู่ และ จะเสื่อมมูลค่าลงในที่สุด เขาจึงทำการ short credit default swaps (CDS) ในตลาดของ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime Mortgage) ของอสังหาริมทรัพย์

Short = เหมือนเป็นการขายออกไปก่อนในราคาแพง แล้วค่อยไปซื้อกลับคืนมาให้ ในราคาที่ถูกลง หากทำนายถูกว่า ราคาจะลดลง ก็จะได้กำไร ก็เหมือนการซื้อถูก ขายแพง นั่นแหละครับ เพียงแต่ว่า นี่เป็นการ ขายแพง ออกไปก่อน แล้วค่อยไปซื้อถูก มาคืนให้ทีหลัง
Credit defualt swaps = ตราสารหนี้ ที่ออกโดยสถาบันการเงิน โดยอ้างอิงกับมูลค่าสินทรัพย์ที่กำหนด (ในที่นี้คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ราคาของที่พักอาศัย ซึ่งในหนังบอกว่า ก็ใครจะไม่จ่ายชำระเงินกู้ค่าบ้านของตัวเองล่ะ ? ไม่มีทางที่ ราคาบ้านจะตกต่ำลง Burry บ้าหรือเปล่าที่มา short CDS ? )

Burry ทำการ Short CDS ไว้ตั้งแต่ปี 2005 แต่กว่าจะเห็นผล เขาก็ต้องรอจนถึงปี 2008 เมื่อเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ sub-prime ขึ้น ซึ่งทำให้เขาได้กำไรส่วนตัว ถึง 100 ล้านเหรียญ และ กองทุนที่เขาบริหารได้กำไรถึง 700 ล้านเหรียญ (USD)

ในเวลานี้ Burry คนเดิม กลับมาอีกแล้วครับ และ ในครั้งนี้ Burry กำลังทำการ วางเดิมพัน ว่า …
หุ้น และ ตลาดหุ้น สหรัฐ กำลังอยู่ในสภาพฟองสบู่ มีราคาสูงเกินกว่า มูลค่าที่แท้จริงไปอย่างมาก

Burry จึงทำการ..
Short หุ้น Tesla ของ Elon Musk
Short กองทุน Ark Invest ซึ่งบริหารโดย Cathie Wood ผจก.กองทุนคนโด่งดัง ซึ่งกำไรมาจากการลงทุนในหุ้น Tech




Burry เชื่อว่า ตลาดหุ้น กองทุน และ หุ้น ของกิจการใหญ่ๆในสหรัฐ กำลังอยู่ในสภาพฟองสบู่ และ เขาวางเดิมพัน ด้วยการ Short และ เฝ้ารอว่า สักวันหนึ่ง ราคาของหุ้น และ กองทุน ที่เขา Short ไว้ จะปรับค่าลงอย่างมาก และ อย่างต่อเนื่อง

หากว่า เขาทำนายได้ ถูกต้อง Burry ก็จะทำสามารถทำกำไร ได้อย่างมหาศาลอีกครั้ง

แต่ในครั้งก่อน เขาต้องวางเดิมพัน ไว้ถึง 3 ปี กว่าที่จะเห็นผลกำไร… กว่าที่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะเกิดอาการ ฟองสบู่แตกในปี 2008

แล้วในครั้งนี้ล่ะ ? Burry จะต้องรอ นานเท่าไร ?

ทำไม Burry ถึงบอกว่า ตลาดหุ้น อยู่ในสภาพฟองสบู่ ?



จะต้องเข้าใจว่า ปัญหาในเวลานี้ของ ตลาดหุ้นคือ การที่ ดอกเบี้ยต่ำจนเกือบเป็น ศูนย์
เมื่อดอกเบี้ยต่ำ ผู้คน ก็จะเข้าไป กู้เงินมาได้อย่างง่ายๆ และ มีแรงจูงใจ ที่จะกู้ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายนั้น ต่ำมาก… แล้วก็เอามาลงทุนในสิ่งต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่จะเอามาเสี่ยงกัน คือ เอามาซื้อหุ้น
เมื่อมีเงินมาซื้อหุ้น มากๆ แย่งกันซื้อหุ้น ราคาหุ้นก็เลยขึ้น ครับ

นอกจากนี้ นโยบาย ในการ อัด QE เพิ่มเข้ามาในตลาดของ FED (ธนาคารกลางสหรัฐ)
(การทำ QE เปรียบง่ายๆ ก็ เหมือนการ พิมพ์เงินสด อัดเพิ่มเข้ามาในระบบนั่นเอง)

เมื่อมีการอัดเงินสดเข้ามาในระบบ ส่วนหนึ่ง ก็จะถูกนำมาซื้อหุ้น เพื่อหา ผลตอบแทน
เมื่อมีเงินสดมาก ก็แย่งกันซื้อหุ้น จึงทำให้ ราคาหุ้น ทะยานขึ้น

(ทั้งการ ทำ QE และ การลดดอกเบี้ย ลงไปจนต่ำมากนั้น FED ทำเพื่อพยุงสภาพเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดการตกต่ำ จึงทำการกระตุ้นการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายดังกล่าว)

สภาพเหล่านี้ เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว และราคาหุ้น ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างยาวนาน โดยไม่ยอมหยุด (จึงทำให้เกิดคนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Cathie Wood ซึ่งซื้อหุ้น Tech เอาไว้ และราคาหุ้นขึ้นสูงลิ่ว ไม่ยอมหยุด จนทำให้กองทุน Ark Invest ได้ผลตอบแทนมหาศาล)

คำถามคือ… ในเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงอย่างยิ่งแล้ว แล้วทำไม หุ้น และ ดัชนีตลาดหุ้น จึงยังขึ้นไปเรื่อยๆ และ เรื่อยๆ…
ทั้งๆที่ ราคาหุ้น อาจสูงกว่า มูลค่าพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆไปมากแล้ว…

เขาไม่กลัว ฟองสบู่ตลาดหุ้น และ ไม่กลัวว่า ฟองสบู่ จะแตกหรือ ?
ไม่กลัว หุ้นดิ่งนรก หรือ ?

ปัญหาคือ นักลงทุน ตลอดจน ผจก. กองทุน ทั้งหลาย ที่มีเงินสดอยู่ในมือ (จากดอกเบี้ยต่ำ กู้ง่าย + QE) และ ต้องแสวงหาผลตอบแทนเป็นกำไรให้ พอร์ตที่ตัวเองบริหารอยู่นั้น มีทางเลือกอยู่ไม่มากเลยครับ หากว่า ไม่ลงทุนใน Bond ก็ต้องลงทุนในหุ้น

แต่.. ผลตอบแทนของตลาด Bond นั้นมันต่ำ เพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ Fed กำหนดไว้

จึงทำให้ ผจก.กองทุน ต้องเอาเงินที่มี มาลงทุนในหุ้น ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด เพราะไม่มีทางเลือก และ ในเมื่อ ยังมีเงินเข้ามาซื้อหุ้นต่อไปเรื่อยๆ ราคาหุ้นจึงพุ่งทะยายขึ้นไปเรื่อยๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ.. จนสูงลิ่ว อย่างไม่มีเหตุผล ในเวลานี้…. ถึงแม้จะรู้ว่า ราคาหุ้นสูงมากๆแล้ว แต่พวกเขาน้ัน ไม่มีทางเลือกครับ….

Dr. Michael Burry เห็นสิ่งที่กำลังเป็นไป และ เขาเชื่อว่า สักวันหนึ่ง ฟองสบู่ จะแตก ในที่สุด
เขาจึงทำการ Short หุ้น Short กองทุน อย่างที่เห็นครับ



แล้ว Burry จะต้องรอนานเท่าไร ? กว่าที่จะได้เห็น การ ดิ่งนรก ของตลาดหุ้น ?

key สำคัญคือ “เงินเฟ้อ” ครับ
หากว่า “เงินเฟ้อ” พุ่งทะยานเมื่อไร โดยพุ่งทะยาน เกินกว่าคาดการณ์ หรือ พุ่งทะยาน อย่างควบคุมไม่ได้
เมือนั้น ดอกเบี้ยจะขึ้น แบบพุ่งทะยานเช่นกัน

เมื่อนั้น FED ก็ต้องทำการดึง QE กลับ เพื่อลดความร้อนแรง ของเงินเฟ้อ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ให้ได้ มิฉนั้น ค่าเงินดอลล่าร์ จะกลายเป็นแบ๊งค์กงเต๊ก

เมื่อดอกเบี้ยขึ้น เงินที่จะเข้ามาซื้อหุ้น ก็จะลดน้อยลง เพราะกู้ยากขึ้น และ ต้นทุน สูงขึ้น และ อาจถูกเรียกเงินกู้กลับ
เมื่อดึง QE กลับ ปริมาณเงินในตลาดจะลดลง เงินที่จะเอามาซื้อหุ้น ก็จะลดลงเช่นกัน

เมื่อเงินที่จะมาซื้อหุ้น ลดลง เพราะต้องเอาเงินไปคืนเงินกู้ ต้องลดการกู้เงิน ถูกดึง QE กลับ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ แรงขาย จะเริ่มต้นมากกว่า แรงซื้อ
ผลคือ.. ราคาหุ้น และ ดัชนี ตลาดหุ้น จะเริ่มลดลง….. เพราะแรงขาย จะเริ่มถล่มเข้าสู่ตลาดหุ้น…

และ… หากดอกเบี้ยขึ้น ผลตอบแทนในตลาด Bond ก็จะเริ่มสูงขึ้น และ จะจูงใจ ให้ ผจก.กองทุน ทั้งหลาย ขายหุ้น เอาไปซื้อ Bond หรือ ซื้อสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ แทนเป็นต้น…. นั่นก็จะยิ่งทำให้ เงิน ไหลออกจากตลาดหุ้นมากขึ้นอีก ตลาดหุ้น ก็จะยิ่งตกต่ำลงไปมากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ….

สุดท้ายคือ..​ ตลาดหุ้น ดิ่งนรก…..

ดังนั้น… จะเห็นได้ว่า key สำคัญคือ เงินเฟ้อ..
ที่.. เฟ้อมาก… เกินกว่าการคาดหมาย ของนักลงทุน และ เกินกว่าการควบคุมของ Fed

หาก Fed ยังควบคุม เงินเฟ้อ ไว้ได้ หรือ ยังเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อในระยะนี้ ที่เพิ่มขึ้น เป็นเพียงการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว.. และ จะลดลงกลายเป็นปกติในปีหน้า…. ถ้าเช่นนั้น.. ฟองสบู่ในตลาดหุ้น ก็อาจจะยังไม่แตก…

และ Burry ก็จะยังคงต้องเฝ้ารอต่อไป…

แต่… ถ้าวันใด ที่ เงินเฟ้อ พุ่งทะยาน มากกว่า ที่นักลงทุน คาดการณ์ และ Fed แสดงอาการหมดความสามารถที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ ในการควบคุมเงินเฟ้อ และ จำต้อง ขึ้นอัตราดอกเบี้ย…..

(เงินเฟ้อ ในเวลานี้ อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ที่กำลังเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่เกิดจากการ ขาดแคลน Supply ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ เป็นต้น และ Burry ยังได้โจมตี FED ว่า กำลังทำการบิดเบือน ตัวเลขของอัตราเงินเฟ้อ อย่างจงใจ เพื่อให้ต่ำกว่าความเป็นจริง)




ก็วันนั้นละครับ..
ที่จะเป็นวันที่ Dr. Michael Burry จะเป็นผู้ชนะอีกครั้ง และ จะสามารถทำกำไร ได้อย่างมหาศาลอีกครั้ง…..

(สิ่งที่น่ากลัวคือ Dr. Burry ไม่ใช่พวกที่เอาแต่อ่านข้อมูลที่คนอื่นวิเคราะห์ไว้ หรือ แค่อ่านข่าว แล้ว มโน ไปเรือย… แต่ Dr. Burry จะทำการขุดคุ้ยข้อมูลปฐมภูมิด้วยตัวเอง อย่างละเอียดยิบ แล้วจึงค่อยทำการสรุป ความเห็นของตัวเองในภายหลัง อย่างที่เราเห็นในหนังว่า Burry ค้นลงไปดูว่า ผู้กู้เงินซื้อบ้านแต่ละราย เป็นอย่างไร เป็นรายๆ ไปเลย Burry ทำอย่างนั้นจริงๆ ในชีวิตจริง)

และ พวกเรา… ก็อาจจะมีโอกาสดูหนังภาคสองของ The Big Short ในชื่อเรื่อง…..
The Bigger Short ครับ