Espresso Bar ของผม

ผมเป็นคนที่ชอบทานกาแฟครับ ซึ่งแต่ไหน แต่ไร.. ผมก็ไปทานกาแฟ ที่ร้าน ทุกเช้า เช้าละ 1 แก้ว เสมอ.. ทุกๆวัน… จนกระทั่ง.. เกิดการระบาดของโควิด ซึ่ง สถานการณ์มันก็เร่ิมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะออกไปที่ร้านกาแฟทุกๆเช้า… และแล้ว.. วันหนึ่ง ในเดือน ก.ค. 2564 ผมก็ตัดสินใจที่จะหยุดไปร้านกาแฟ เพื่อลดความเสี่ยง ในการติดเชื้อโควิด

และในเมื่อ ตัวผมเองไปร้านกาแฟไม่ได้…
งั้น ผมก็ทำ Espresso Bar เป็นของตัวเอง เลยแล้วกัน…

อย่างไรก็ตาม… ที่แล้วมา… ผมไม่เคยคิดจะชงกาแฟ ทานเอง เนื่องจาก ผมทานแต่ Espresso และ Espresso นั้น ต้องการ Espresso Machine ซึ่งหากว่า มีคุณสมบัติดีๆ ฟังก์ชันครบๆ สเปคเทพๆ.. ราคามันก็แพงเหลือกำลัง…. แพงเกินกว่าที่จะซื้อมา ชงทานเองคนเดียว วันละแก้ว… ส่วน Espresso Machine รุ่นต่ำๆ ก็ทำงานได้ไม่ดีเพียงพอ… ซื้อมาใช้คงไม่ work แน่ๆ… นี่ยังไม่นับเรื่องความซับซ้อนของเครื่อง ซึ่งต้องการ การดูแลรักษาตลอดการใช้งาน และ หากเสียขึ้นมา ก็ต้องตามช่างมาดูให้เท่านั้น ไม่สามารถซ่อมแซม ด้วยตัวเองได้เลย…

แล้ววันหนึ่ง…. ผมก็เห็น เพื่อนคนหนึ่งใน Facebook แชร์รูป ของ Flair Pro 2 มาให้เห็น…. ผมลองกดเข้าไปอ่านดู… แล้วก็เริ่มเกิดความสนใจ และ เริ่มเกิดความหวังว่า… การชง Espresso ทานเองที่บ้าน ไม่ได้เป็นความหวังที่ไกลเกินไปนัก…..

เครื่องชงกาแฟ ของ Flair นั้น… เป็น Manual Espresso Machine ที่มีราคาสมเหตุสมผล ได้รับการรีวิวที่ดี จากผู้ใช้ทั่วโลก การออกแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน การใช้งาน ดูแล รักษา ไม่ซับซ้อน หากว่า เกิดความเสียหาย ก็สามารถซื้ออะไหล่ มาซ่อมแซม ดูแล ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก…

ในการชง กาแฟ Espresso นั้น เราจะต้องดูแล ปัจจัยดังนี้
1. Grinding
2. Dose
3. Time
4. Pressure
5. Temperature

การใช้ Flair สามารถทำให้เรา ควบคุมปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ได้เหมือน Espresso Machine ราคาสูงๆได้ ด้วยงบประมาณที่ไม่สูงจนเกินกำลัง และ เกินจำเป็นครับ และ เมื่อเห็นลู่ทางดังนั้น ผมจึงเริ่มอ่านข้อมูล ค้นหาความเห็นต่างๆ ดูคลิป รีวิว ต่างๆ เก็บรวบรวมความเห็น และ ข้อมูลต่างๆ และ เร่ิมต้น… สร้าง Espresso Bar ของผม ขึ้นมา…

และต่อไปนี้… คือ อุปกรณ์ต่างๆ.. ที่ผมได้ตัดสินใจ เลือกซื้อ เลือกใช้ครับ….

(โปรดทราบ… ผมเป็นมือใหม่ ซิงๆ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ ยังต้องศึกษา เรียนรู้อีกมาก และ บทความช้ินนี้ ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ไปได้อีกมาก ตามกาลเวลา และ ประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆครับ….

Flair 58
เครื่องชงกาแฟ แบบ Manual ที่ระบบกลไกทุกอย่าง ไม่ได้มีระบบไฟฟ้า เข้ามาเกี่ยวข้อง (ยกเว้นระบบ Pre Heat ของเครื่อง) ไม่มีปั้ม ไม่มีหม้อต้มน้ำ ไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ และ แทบ ไม่มีอะไรเลย มันเป็นเครื่องชง ที่ออกแบบมาได้เรียบง่ายมาก… แต่…​ข้อดีของมันคือ… มันสามารถที่จะใช้ชงกาแฟ ให้ผลสุดท้ายที่ออกมา ทำได้ใกล้เคียงกับ Espresso Machine ราคาสูงๆได้ครับ

เพราะในการทำ Espresso ด้วย Flair 58 นั้น เราสามารถคุม Dose ของผงกาแฟได้ คุมการ Tamp ได้ คุมอุณหภูมิของน้ำได้ และ คุม แรงดันในการกด ด้วยแรงของเราได้ตามต้องการ

ผลที่ได้คือ การทำ Espresso ที่สามารถคุมได้ทุกองค์ประกอบ เหมือน espresso machine ราคาสูงๆ และได้ Espresso ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับ เครื่องราคาสูงๆ ได้สบายๆ ในราคาที่… ถูกกว่า มากครับ ราคาของ Flair 58 จะอยู่ที่ ประมาณ 17,000 บาท ครับ (หลังจาก 1 ก.ย. 64 มีการขึ้นราคามาเป็นประมาณ 19,000 บาทครับ)

จุดเด่นของ Flair 58 คือ มันใช้ Portafilter ขนาด 58 mm. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐาน ที่ทำให้ Flair 58 เข้ากันได้ กับอุปกรณ์เสริมต่างๆ มากมาย และ มี Workflow ที่เหมือนกับ Espresso Machine ตัวใหญ่ๆ สามารถทำการชง แก้วต่อแก้ว ได้สะดวก รวดเร็วมากขึ้น สามารถควบคุมแรงดัน ในขณะที่ทำการ สกัด Espresso ได้ตามที่เราต้องการ คุมเวลาในการสกัดได้

แน่นอนว่า Flair 58 ไม่ได้ทำงานได้สะดวกรวดเร็ว และ ปรับ คุม ปัจจัย ต่างๆ ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เท่ากับ Espresso Machine ราคาแพงๆ แน่ๆ… แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่ามากๆ.. นี่ถือว่า คือ เครื่องที่ดีที่สุด ภายใต้งบประมาณขนาดนี้ หากท่านใดก็ตาม ที่อยากจะชงกาแฟทานเองที่บ้าน ผมคิดว่า Flair 58 เป็นตัวเลือกหนึ่ง ที่ไม่อาจมองข้ามได้ครับ

Zentis NZR-64
(SSP Red Speed Espresso upgraded)

เครื่องบดเม็ดกาแฟ มีความสำคัญมากกว่าที่ผมคิดไว้ในทีแรกครับ ตอนแรกๆ ผมคิดว่า ผมอยากประหยัดงบ ด้วยการใช้ เครื่องบดเม็ดกาแฟ แบบใช้มือหมุน แต่ในที่สุด ผมก็พบว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะ Flair 58 ต้องการ การบดเม็ดกาแฟ ที่ละเอียดมากเพียงพอ ซึ่งเครื่องบดมือ ไม่สามารถจะบดได้ละเอียดเพียงพอ หรือ หากละเอียดเพียงพอ ก็จะเหนื่อยเกินไป ซึ่งกว่าจะหมุนบดได้สำเร็จตามที่ต้องการ อาจจะเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้ หากต้องบดกันอยู่ ทุกๆวัน วันละครั้ง (ยิ่งวันละหลายๆครั้ง จะยิ่งแย่มากขึ้นอีก)

อีกทั้ง คุณภาพของเครื่องบด จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ รสชาติ ของกาแฟที่ได้ การเตรียมงบลงทุน สำหรับเครื่องบดเม็ดกาแฟ จึงต้องใส่ใจ และ ให้ความสำคัญให้พอๆกับเครื่องชง หรือ แม้แต่ จะต้องมากกว่าเครื่องชงด้วยซ้ำไปครับ หากคุณต้องการ Espresso ที่มีคุณภาพดี อย่าประหยัดงบไปซื้อเครื่องบด ที่มีคุณภาพต่ำ มาใช้งานโดยเด็ดขาดครับ

เครื่องบดไฟฟ้า จึงเป็นทางเลือกเดียวสำหรับ Flair 58 แต่… เครื่องบดไฟฟ้า ก็มีให้เลือกหลายแบบ หลายยี่ห้อ ครับ

หลังจากที่ผมค้นข้อมูล และ ดูรีวิว ไปเรื่อยๆ.. ผมก็พบว่า เครื่องบดที่เหมาะสมกับผม คือ เครื่องบด แบบ Single Dose ซึ่งจะเป็นเครื่องบด ที่จะใส่เม็ดกาแฟลงในเครื่อง ในปริมาณที่ไม่มาก บดให้เสร็จทั้งหมด ไปเป็นครั้งๆ และ เป็น Zero Detention ซึ่งหมายถึงว่า จะมีผงกาแฟ ค้างอยู่ในเครื่องค่อนข้างน้อยมาก เครื่องแบบ Single Dose นี้ เหมาะสำหรับ คนที่ชงกาแฟทานเองที่บ้าน แต่จะไม่เหมาะกับ การใช้งานในร้านกาแฟ ซึ่งต้องมีการชงกาแฟ ติดต่อกัน อย่างต่อเนื่องครับ

ข้อดีของเครื่องบดแบบ Single Dose นี้ คือ เราสามารถกำหนด Dose ได้อย่างคงที่ ด้วยการชั่งน้ำหนัก เม็ดกาแฟ ทุกๆครั้งก่อนที่จะบด เช่น หากเรากำหนดว่า 18g เราก็จะบดเม็ดกาแฟ ทั้ง 18 g ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว และ ในเครื่อง Single Dose แบบ Zero Detention นั้น จะเหลือผงกาแฟ ตกค้างอยู่ในเครื่องน้อยมากครับ นั่นหมายถึง ใส่เม็ดกาแฟเข้าไป 18 g ก็จะได้ผงกาแฟ ออกมา 18 g

สำหรับเครื่องบดอีกประเภทคือ เครื่องที่มีโถใส่เม็ดกาแฟ จำนวนมากๆ ไว้ด้านบนนั้น จะเหมาะสำหรับ ร้านกาแฟ ที่มีลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หรือ ต้องชงกาแฟ อย่างต่อเนื่อง แต่การบดนั้น เครื่องจะใช้การกำหนดเวลา ในการบด อย่างคงที่ ปัญหาคือ การกำหนดเวลาคงที่นั้น จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนใน Dose ที่ได้ น้ำหนักของผงกาแฟที่ได้ จะไม่คงที่ เพราะจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น ความใหม่ของเม็ดกาแฟ เป็นต้น ซึ่งคงไม่เหมาะสำหรับผม ที่ต้องการ ควบคุมปัจจัยด้าน Dose ให้คงที่ ถูกต้องมากกว่า เรื่องการบดอย่างต่อเนื่อง หรือ ความสะดวกครับ

ในบรรดา เครื่องบดเม็ดกาแฟ แบบ Single Dose นี้ ในวงการ จะมีเครื่องดังๆหลายเครื่องเช่น

Niche Zero
ตัวนี้ น่าจะเป็นเครื่องที่เริ่มต้นสร้างกระแส Single Dose/ Zero Detention ให้เป็นที่นิยมขึ้นมา มีเสียงชมอยู่มากมาย แต่ผมไม่เลือกซื้อตัวนี้ ก็เพราะว่า… มันมักจะอยู่ในสภาพขาดสต้อคอยู่ตลอดเวลา และ ไม่มีตัวแทนในไทย หากว่าเสีย ก็คงหาที่ซ่อมได้ยาก มอเตอร์มีขนาดเล็ก ฟันเฟืองข้างในเป็นพลาสติก แถมราคา ที่ขายกันในไทย ก็ขายกันในราคาสูงเกินไป ตามกระแสความต้องการของตลาด ซึ่งจริงๆแล้ว หากขายกันที่เกินสามหมื่นบาท ผมคิดว่า ไปสั่งซื้อจาก Website ผู้ผลิตโดยตรงก็ได้ครับ เพราะราคาสุดท้าย ก็น่าจะใกล้เคียงกัน หรือต่ำกว่าครับ

เพราะที่ website ของ Niche ขายอยู่ที่ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท ซึ่งต่อให้ต้องจ่ายค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และ Vat ผมก็ยังคงคิดว่า น่าจะต่ำกว่า ราคาที่ขายกันอยู่ในเมืองไทย ตอนนี้ครับ Niche Zero เอง ในอนาคต อาจจะเจอปัญหาใหญ่ เนื่องจาก การบริหารงานที่ทำให้ของขาดสต้อคอยู่ตลอดเวลา ทำให้เสียโอกาสในการขายไปเยอะ (และเกิดการปั่นราคาของขึ้นมาในบางส่วนของโลก) และหากวันใด ที่ คู่แข่ง สามารถทำเครื่องที่มีคุณสมบัติเท่ากัน ในราคาที่ตำ่กว่า และ มีของในสต้อคอยู่ตลอดเวลา… วันนั้นจะเป็นวันที่ Niche Zero จะเจอปัญหาใหญ่แน่ๆ ครับ

Eureka Single Dose
ตัวนี้ละครับ.. ที่อาจสร้างปัญหาใหญ่ให้กับ Niche Zero ได้ ราคาเกือบๆ สามหมื่น (ราคาในไทย) ถูกกว่า Niche Zero ที่ราคา สามหมื่นแก่ๆ (ราคาในไทย) Eureka มีตัวแทนในไทย เป็นเรื่องเป็นราว Eureka เป็นบริษัทเก่าแก่ ที่อยู่มานาน และ การบริหารงานน่าจะดีกว่า Niche ที่เป็นบริษัทเล็กๆหน้าใหม่ ในแง่เงินทุน การบริหารจัดการ Eureka น่าจะได้เปรียบ Niche เยอะครับ และ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า Eureka ตั้งใจทำรุ่น Single Dose ขึ้นมา เพื่อชนกับ Niche Zero อย่างตรงๆเลยครับ

ตอนนี้… เหลืออยู่อย่างเดียวคือ รอการวางตลาดของ Eureka Single Dose เท่านั้นครับ แล้วรอดู การรีวิวเครื่อง และ ความเห็นของผู้ใช้ว่า… นี่คือ Niche Zero Killer ตัวจริงหรือไม่ ? หาก Eureka Single Dose ทำมาได้ ดีกว่า หรือ ดีเท่ากัน ขายในราคาที่ถูกกว่า และ มีของให้ซื้อตลอด ไม่ขาดสต้อค… ผมว่า Niche Zero จบเห่ แน่นอนครับ

Filter Ode
เครื่องบดรุ่นนี้ สวยมากนะครับ แต่ว่า… Ode เหมาะกับ filter มากกว่าครับ ผมทานแต่ Espresso Ode จึงไม่เหมาะกับผมแต่อย่างใด ส่วนในประเด็นที่ว่า Ode สามารถเปลี่ยนเฟืองเพื่อให้บดเมล็ดสำหรับ Espressoได้ แต่ James ได้ติงไว้ว่า มอเตอร์ของ Ode นั้น จะสามารถรองรับการบด Espresso ด้วยเฟืองอื่นได้หรือไม่ ในระยะยาว จะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครแน่ใจได้ ดังนั้น การใช้ Ode มาบด Espresso จึงต้องพิจารณาด้วยตัวเองครับ

Eureka Crono
เครื่องบดรุ่นนี้ ราคาไม่สูง และ สามารถบดเมล็ดสำหรับ Espresso ได้ครับ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ว่า หากจะนำไปบดเมล็ดคั่วอ่อน ประสิทธิภาพจะสามารถรองรับได้ในระยะยาวหรือไม่ ? ส่วน คั่วกลาง กับ คั่วเข้ม นั้น ไม่มีปัญหา อีกทั้ง Crono ยังสามารถดัดแปลงให้มาใช้งานในแบบ Single Dose ได้อีกด้วย แต่เนื่องจาก ผมคิดไปคิดมา ผมคิดว่า ลงทุนเพิ่มขึ้น ไปซื้อ NZR-64 แทนเลยดีกว่า เพื่อความสบายใจว่า จะสามารถรองรับได้ในทุกๆกรณี โดยไม่มีข้อจำกัด และ เฟืองของ NZR-64 ก็มีขนาดใหญ่กว่า Crono ด้วย ผมจึงไม่ได้เลือก Crono ครับ แต่หากท่านใด มีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ จริงๆ ผมว่า Crono ก็น่าสนใจทีเดียวครับ

Lagom P64
ราคาสูงเกินงบครับ ผมจึงไม่ได้เช็ครายละเอียด อะไร เกี่ยวกับเครื่องบดรุ่นนี้เลย แต่หากว่า ท่านใด ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ก็อาจจะพิจารณาดูได้ครับ

สำหรับ Zentis NZR-64 เครื่องบดที่ผมเลือกใช้นั้น เป็นเครื่องที่ผลิตในประเทศจีน และ มีการขายไปทั่วโลก ภายใต้ชื่อยี่ห้อ ชื่อรุ่นต่างๆกันไป ส่วนใหญ่ เขาจะเรียกกันว่ารุ่น DF-64 ครับ แต่ในไทย จะเป็นยี่ห้อ Zentis และ มีชื่อรุ่นว่า NZR-64

ข้อดีของ NZR-64 นั้นคือ มีราคาถูกกว่าอีกสองเครื่องครับ คือราคาประมาณ 16,000 บาท (รวมค่า upgrade ไปเป็น เฟืองของ SSP Red Speed Espresso แล้ว หากใช้เฟืองของ Zentis เอง ราคาจะถูกลงไปอีกครับ) ซึ่งผมคิดว่า NZR-64 น่าจะเป็น เครื่องบดแบบ Single Dose ที่มีราคาถูก และคุ้มค่าที่สุดแล้วครับ เพราะถูกกว่า Niche หรือ Eureka ประมาณเท่าตัวเป็นอย่างน้อยครับ

ทางด้านคุณสมบัติของมัน ก็สู้กับเครื่องที่มีราคาสูงกว่าได้สบายๆ ให้รสชาติของกาแฟ ที่สู้กับเครื่องราคาสูงกว่าได้ (ตามรีวิวที่ผมได้ดูมา) NZR-64 ใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่มาก มอเตอร์มีขนาดใหญ่เท่าๆกับ ลำตัวของมันเอง เรียกว่า ประมาณ 70-80% ของขนาดเครื่อง เป็นมอเตอร์ล้วนๆ และ ส่วนประกอบต่างๆ เท่าที่เห็นข้างใน ใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงครับ ไม่ได้ใช้ฟันเฟืองพลาสติก เหมือน Niche Zero

NZR-64 อาจจะมีข้อจำกัดบางด้าน แต่บางอย่างก็แก้ไขได้ครับ ลองดู ข้อเสียต่างๆของ NZR-64 ได้จาก คลิปข้างล่างนี้ ซึ่งผู้รีวิว ยังชอบ Niche Zero มากกว่า NZR-64 อยู่ แต่ผมเองคิดว่า มีทางแก้ไข ข้อเสียต่างๆได้ ผ่านชุด modify ครับ ผมจึงตัดสินใจเลือก NZR-64 มาใช้ไปก่อน… แล้วรอดูว่า ปีหน้า… การรีวิวของ Eureka Single Dose จะออกมา ดีเลว มากน้อย เพียงใดครับ หากมันดีมากจริงๆ ผมค่อยขาย NZR-64 แล้วไปซื้อ Eureka Single Dose มาใช้ทีหลังก็ได้ครับ

ชุด modify สำหรับ Zentis ครบชุด 1,500 บาท
เนื่องจาก NZR-64 หรือ DF-64 นั้น มีข้อจำกัดบางด้าน จึงได้มีคนหาทางแก้ไข หรือ ปรับปรุง ด้วยการ พิมพ์ชิ้นงาน 3D ขึ้นมาใช้งาน ซึ่งก็ได้มี พ่อค้าคนไทย ได้พิมพ์งานพวกนี้ ออกมาขาย ผมเองได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ซื้อจากคนที่เขาทำขาย ราคาถูกกว่า ไปจ้างคนพิมพ์งาน 3D ทำให้ครับ
ชุด modify ชุดนี้ มีทั้งหมด 4 ชิ้นนี้ สามารถจัดเรียงลำดับความสำคัญได้ดังนี้ครับ

  1. Pointer อันนี้ต้องมีครับ เพราะหลังจาก หาจุด 0 ได้แล้ว จุด 0 ดังกล่าว อาจจะอยู่ในตำแหน่งใดๆก็ได้ ที่ไม่ใช่ 6 นาฬิกา เราจึงจำเป็นต้องมี pointer ชี้ไปที่จุด 0 ครับ หลังจากนั้น จึงจะปรับ ความละเอียดในการบดอีกทีว่า เหมาะสมที่เบอร์ไหน (หากต้องการประหยัด จะ DIY ด้วย พลาสติก รัดสายไฟ แทนก็ได้นะครับ เห็นบางท่านทำใช้ ไอเดียดีมากๆ)
  2. Anti PopCorn อันนี้ ก็ควรต้องมีครับ เพื่อไม่ให้เม็ดกาแฟ เด้งขึ้นไปมา ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ บดได้ช้าลง และ ความละเอียดของผงกาแฟ ขาดความสม่ำเสมอได้
  3. PortaFilter Adaptor อันนี้ ไม่ถึงกับจำเป็นครับ แต่มีก็ดีเหมือนกัน จะได้จ่อแก้ว เข้าไปรองรับผงกาแฟ ใกล้ๆ ลดปัญหาเรื่องการกระเด็นของผงกาแฟครับ แต่คงไม่ได้ลดเรื่อง static เท่าไร เรื่องนั้น ต้องใช้วิธีพ่นน้ำเข้าไปที่เม็ดกาแฟ เล็กน้อยก่อนบดครับ
  4. 10 degree Tilt Base อันนี้ ไม่จำเป็นครับ น่าจะมีผลต่อการใช้งาน ค่อนข้างน้อย เพราะผู้ออกแบบ และ ผู้รีวิว ก็บอกไว้แบบนั้น แต่ผมก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ เพื่อจะทดลองดูครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ ครับ ประเด็นที่ต้องทดลองคือเรื่อง Alignment ครับ ว่า ฐานนี้ จะช่วยให้ Alignment ดีขึ้นจริงหรือไม่

    Zentis NZR-64 จำเป็นที่จะต้อง modify ในบางเรื่องครับ เพื่อแก้ปัญหาในการใช้งานบางอย่าง ซึ่งเท่าที่ดู รีวิว และ ข้อแนะนำต่างๆ ผมก็คิดว่า อุปกรณ์ modify ชุดนี้ ช่วยแก้ปัญหาได้จริงครับ

กาไฟฟ้า Timemore 400 ml.
ราคา 2,000 บาทครับ จริงๆแล้ว ตอนแรก ผมไม่ได้กะว่า จะซื้อ กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า เพิ่มเลยนะครับ เพราะมีอยู่แล้ว แต่พอดี เห็นของ Timemore กำลังลดราคาพอดี และ มันเป็นกาไฟฟ้า แบบควบคุมอุณหภูมิได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผมต้องการอยู่พอดี เพราะการชง Espresso ควรจะควบคุมอุณหภูมิน้ำไว้ที่ 95 องศา อีกทั้่ง ราคาค่าตัว ก็ไม่ได้สูงมาก อย่างกาไฟฟ้าของ Fellow EKG ผมจึงตัดสินใจซื้อกาของ Timemore มาใช้งานครับ ข้อดีของมันอีกอย่างคือ ผมสามารถที่จะทดลอง ปรับ เพิ่ม หรือ ลด อุณหภูมิ ที่ใช้ในการชงกาแฟ ได้ตามต้องการ หากผมต้องการจะทดลองหาว่า อุณหภูมิใด จะให้ผลดีที่สุดต่อการชงกาแฟครับ

เครื่องชั่งแบบจับเวลาได้ในตัวของ Maxus
เครื่องชั่งน้ำหนัก Maxus เครื่องนี้ จะคล้ายๆ Weightman แต่วางตำแหน่งปุ่มไม่เหมือนกัน ผมจะชอบของ Maxus มากกว่า เพราะเอาปุ่ม Time มาอยู่ด้านซ้าย ตัวเลขมีขนาดใหญ่ ชัดเจน ตัวเครื่องมีขนาดกระทัดรัด สามารถใช้งานกับ Flair 58 ได้ โดยไม่มีปัญหาว่า จะใหญ่เกินไปครับ ราคา 879 บาท ซึ่งเครื่องชั่งพวกนี้ จะทำมาในหลายๆยี่ห้อ เข้าใจว่า จะมาจากโรงงานเดียวกัน และที่เมืองนอก ขายกันที่ราคาประมาณ 400 บาทเท่านั้น แต่สำหรับในเมืองไทย ยังหาที่ราคาถูกขนาดนั้น ไม่เจอครับ

ตัวเครื่องดูดี มีน้ำหนัก ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ปุ่ม On/Off ปุ่ม Tare ปุ่ม Mode เลือกหน่วยน้ำหนัก และ ปุ่ม Time ที่กดครั้งหนึ่งเร่ิมนับเวลา กดอีกครั้งหยุดเวลา กดอีกครั้ง กลับไปที่เลขศูนย์ 

ผมใช้เวลา หา Scale อยู่เป็นอาทิตย์ เพราะส่วนใหญ่ ขนาดจะใหญ่เกินไป จนวางใน Flair 58 ไม่ได้ ตัวที่จะมีขนาดเล็กเพียงพอ ที่จะวางลงไปได้ มีอยู่ค่อนข้างน้อยครับ และ ตัวนี้ มีคุณสมบัติ อย่างที่ผมต้องการทุกอย่างคือ จับเวลาได้ในตัว ราคาประหยัด ส่วนใหญ่แล้ว จะหาที่มีฟังก์ชัน จับเวลาอยู่ในตัวได้ น้อยครับ ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก

มันอาจจะไม่ได้มีฟังก์ชันอัตโนมัติ หรือ app ในโทรศัพท์ มาให้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ และ ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องซื้อเครื่องชั่งราคาสูงๆแต่อย่างใดครับ Maxus เครื่องนี้ ทำหน้าที่ของเครื่องชั่งได้ดีเพียงพอ ความไวในการตอบสนองต่อน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง ทำได้ดีพอๆกับ เครื่องราคา 6-7 พันบาท ที่ขาดไป ก็คงจะเป็นฟังก์ชัน เริ่มจับเวลาอัตโนมัติ และ อาจจะดูสวย สู้เครื่องราคาแพงๆ ไม่ได้เท่านั้นเองครับ

VST Precision Filter Basket 18g มีขอบ
1,250 บาท
นี่เป็นอุปกรณ์อีกชิ้น ที่ครั้งแรก ผมก็งงๆ ว่า มันมีผลต่อรสชาติของกาแฟ ที่ได้ด้วยหรือ ทำไม ถึงจะใช้ของเดิมที่ติดมากับ Flair 58 ไม่ได้ แต่หลังจากที่ค้นคว้า และ อ่านรีวิว อ่านความเห็น ดูคลิปต่างๆ ก็พบว่า มีความเห็นที่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า Basket นั้น มีผลต่อรสชาติของกาแฟจริงๆ และ เป็นอุปกรณ์ที่ควรลงทุน หากว่า ต้องการ กาแฟ ที่มีรสชาติดีขึ้น

ส่วนที่ว่า เพราะอะไรมันถึงจะดีขึ้น เขาก็อธิบายว่า การควบคุมการผลิตที่ พิถีพิถัน การเจาะรูที่มีขนาด และ รูปทรงของรู ที่แตกต่างไป การวางลักษณะ pattern ของรู ที่ต่างไป จึงทำให้เกิดความแตกต่าง ในการ flow ของน้ำ ที่ไหลผ่าน ผงกาแฟ และ สุดท้ายคือ การส่งผล ต่อรสชาติของ Espresso ที่เราสกัดได้ (จริงหรือไม่ ผมไม่รู้เหมือนกัน เอาไว้ จะทดลองทีหลังครับ ซึ่งผมจะมีของ Flair ซึ่งเป็นขนาด 18g เช่นกัน ไว้เปรียบเทียบครับ)

ผมจึงตัดสินใจ upgrade Basket มาเป็นของ VST ครับ โดยเลือกแบบมีขอบ เพราะ ผมชงเองทานเอง ที่บ้าน และ ไม่ได้คิดจะเปลี่ยน Dose บ่อยๆ จริงๆแล้ว ผมคิดว่า ผมจะคงที่ Dose ของผม ไว้ที่ 18 g ตลอดไปด้วยซ้ำ ส่วนหากว่า จะเพิ่ม 20 g เข้ามาหรือไม่ ยังเป็นเรืองในอนาคต อีกนานพอสมควร เพราะผมต้อง dial in 18 g ให้เข้าที่เสียก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ ผมจึงซื้อ VST 18g มีขอบ ไปก่อนครับ สำหรับเรื่อง Dose ผมเห็นฝรั่งหลายราย เขากลับพยายาม ลด Dose นะครับ บางคนถึงกลับพยายามลดลงไปที่ 15 g หรือ ต่ำกว่านั้นลงไปอีก โดยบอกว่า รสชาติดีขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่ดูเหมือนจะพยายามเพิ่ม Dose ไปที่ 20 g ขึ้นไป ใครผิด ใครถูก ผมก็ไม่รู้ และ บางที มันอาจจะเป็นเรื่องของรสนิยม ส่วนตัวก็ได้ครับ

Tamper ขนาด 58.5 ราคา 1,339 บาท
Tamper ขนาด 58.3 mm. ราคา 1,739 บาท

Tamper
เป็นอุปกรณ์ ที่ใช้กดอัด ผงกาแฟ ใน Basket ให้แน่น ครับ เพื่อไล่ฟองอากาศทั้งหมดออกไป และ ไม่ให้เกิด channel ขึ้น เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปอย่างสม่ำเสมอในทุกๆจุด Tamper เป็นอุปกรณ์ อีกอย่างที่ มีขายกันในราคาแพงๆ หลายๆพันบาท ซึ่งหลังจากผมค้นคว้าข้อมูล และ อ่านรีวิว แล้ว ผมตัดสินใจซื้อ Tamper ราคาประหยัดแทนครับ

เพราะ Tamper นั้น เราแค่ต้องการให้การ กดอัด เป็นการกดอัด ที่ได้ระนาบ ไม่เอียง และ มีหน้าที่ราบเรียบ ไม่เกิดหลุม หรือ เนินสูงขึ้นมา ส่วนแรงที่ใช้ในการ กดลงไปนั้น ไม่ได้มีความสำคัญต่อรสชาติกาแฟนัก ผมจึงเลือกซื้อ Tamper ของจีน ที่เป็นระบบสปริง ที่มีระบบกันเอียงในตัว ซึ่งผมจะได้ประโยชน์สองอย่างคือ กดแล้วไม่เอียงแน่นอน และ ได้ความสม่ำเสมอในแรงกดแต่ละครั้งว่า จะเท่ากันโดยสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องคาดเดาครับ เพราะ Tamper แบบนี้ จะกำหนด ระดับความลึกของการกด เอาไว้ตายตัวเสมอครับ ซึ่งเราปรับได้ตามต้องการว่า จะให้ตื้นหรือ ลึก เท่าไรครับ

ที่เห็นผม ซื้อ Tamper มาสองอัน ก็เพราะว่า ทีแรก ผมอ่านเจอข้อมูลว่า ควรใช้ขนาด 58.5 mm. กับ Flair 58 ก็เลยซื้อขนาด 58.5 mm. มาก่อน แต่พอซื้อมาแล้ว มีโอกาสได้เขียนไปถามผู้ผลิต Flair ซึ่งทางผู้ผลิตแนะนำว่า ควรใช้ขนาด 58.3 mm. แทน ผมก็เลยต้องซื้อขนาด 58.3 mm. มาเพิ่มอีกอันครับ ซึ่งคงต้องลองใช้ดูว่า อันไหน จะให้ผลดีกว่ากันครับ หากว่า ผมเลือกอันใดอันหนึ่ง ผมค่อยขายอีกอัน ทิ้งไปครับ

Distributor & Tamper
ของจีน ราคา 470 บาท (มีคนขายถูกกว่านี้ ที่ 300 บาท แต่ผมมาเห็นทีหลัง เป็น distributor อย่างเดียว)
Distributor เป็นอุปกรณ์ ที่ใช้เกลี่ย หน้าของผงกาแฟ ใน basket ให้ราบเรียบ ก่อนที่จะ Tamp ครับ จริงๆแล้ว อุปกรณ์อันนี้ ค่อนข้างไม่จำเป็น เพราะผมเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่า ไม่ต้องใช้แต่อย่างใด แค่เคาะกับอุ้งมือ ก็เพียงพอแล้ว แต่.. ผมก็อยากจะ สะดวกรวดเร็ว ขึ้นเล็กน้อย ขี้เกียจจะมาค่อยๆเคาะทีละน้อย หลายๆครั้ง จึงเลือกซื้อ Distributor ราคาถูกๆ ของจีน มาใช้ ส่วนที่ราคาสูงๆนั้น ผมคิดว่า ไม่จำเป็นครับ ใช้ของธรรมดาพอแล้วครับ

ตัวที่ผมซื้อ จะเป็นทั้ง distributor และ Tamper ในตัวครับ แต่ด้าน Tamper คงไม่ได้ใช้ เพราะมันมีขนาด 58 mm. ซึ่ง เล็กเกินไปครับ

Needle Distributor (WDT : Weiss Distribution Technique)
ราคา 117 บาท
เนื่องจาก เวลาที่เรา บดเม็ดกาแฟ ออกมานั้น ผงกาแฟ อาจจับตัวเป็นก้อนได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะเกลี่ยหน้า และ กดอัด ผงกาแฟนั้น เราจำเป็นต้องใช้ Needle ลงไป กวนๆ วนๆ ให้ผงกาแฟนั้น แตกตัว กระจาย ตัวกันออกไปให้สม่ำเสมอ ก่อนที่จะเกลี่ยหน้า ผงกาแฟครับ และ เช่นเดียวกัน อุปกรณ์ชิ้นนี้ มีตั้งแต่ราคาหลายๆพันบาท ลงมาจนถึง ร้อยกว่า บาท ซึ่งผม เลือกแบบที่ถูกที่สุด เท่าที่จะหาได้ครับ จริงๆแล้ว จะ DIY ก็ได้ มีคนสอนเยอะแยะครับ แต่ผมขีเกียจทำเองครับ จึงซื้อแบบถูกๆมาใช้แทน

Update – ผมเพิ่งอ่านพบความเห็นว่า WDT ที่ใช้ได้ผลนั้น ไม่ควรมีขนาดของเข็ม ที่ใหญ่เกินไปครับ เพราะจะมีความแข็งมากเกินไป จนไม่เกิดการให้ตัว ในระหว่างการเกลี่ยผงกาแฟ และจะทำให้ ผงกาแฟ จะยังคงจับตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่เกินไป ดังนั้น WDT ตามภาพข้างบน ก็อาจจะใช้งานได้ไม่ดีนัก ผมจึงกำลังคิดจะทำ DIY ขึ้นมาเองครับ ไว้หากทำสำเร็จ จะค่อยเอามาให้ดูกันภายหลังครับ

Dosing Ring
ราคา 105 บาท
อุปกรณ์ชิ้นนี้ ใช้สวมครอบ Basket เพื่อป้องกัน การหกกระจาย เลอะเทอะของผงกาแฟครับ จริงๆแล้ว ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จำเป็นต้องใช้หรือไม่ แต่ก็ซื้อมาเก็บไว้เผื่อๆไว้ก่อนครับ เผื่อต้องใช้ครับ

Puck Screen
350 บาท
มันเป็นแผ่นโลหะ บางๆ ที่เราใช้วางบนผงกาแฟ หลังจากที่เราได้ Tamp เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราใช้มัน เพื่อหลังจากที่เราสกัดกาแฟ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็จะดึงคันกด ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดูดกลับขึ้นมาในกระบอกน้ำร้อนของ Flair หากเราไม่มี Puck Screen แผ่นนี้ ผงกาแฟ ตลอดน้ำกาแฟที่เหลือ ก็อาจจะถูกดึงกลับขึ้นมาอยู่ใน ตัว Flair ได้ ทำให้เกิดความสกปรก ต้องทำการล้างกันบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น (มีผู้ขายบางรายบอกว่า ช่วยในการกระจายน้ำให้มีความสม่ำเสมอ แต่ผมคิดว่า เรื่องนั้น ไม่น่าจะมีผลมากมายอะไรนักครับ)

ราคา 350 บาทครับ และ มีลักษณะเหมือนของ Flair ครับ ต่างกันที่ว่า ของ Flair จะหนา 1.75 mm. ของที่ผมซื้อมาหนา 2 mm. ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรครับ เพราะทั้งคู่มีขนาดของช่องที่ 150 micron เหมือนๆกันครับ จริงๆแล้ว จะมีของใน Aliexpress ที่มีลักษณะเหมือนของ Flair มาก และ มีความหนา 1.75 mm ด้วย แต่ราคาแพงกว่าครับ ผมจึงเลือกชื้อชิ้นนี้แทนครับ

Updated 28/8/64
Flair 58 มีการปรับปรุง Minor change ครับ และ ในการปรับปรุงครั้งนี้ มีการเอา Shower Screen ออก แล้วให้ใช้ Puck Screen แทน ซึ่งทาง Flair จะให้มาในชุดของ Flair 58 เลย ไม่ต้องซื้อแยกแต่อย่างใด ผลก็คือ ผมเสียเงินเกินจำเป็น ในการ ยังไม่ทันเห็นกระรอก ก็โก่งหน้าไม้ไปแล้วของผม เท่ากับ ผมมี Puck Screen เกินจำเป็นไป 1 อันครับ ไม่เป็นไร เก็บไว้เป็นอะไหล่สำรองครับ

แท่นวาง Porta Filter , Tamper , Distributor
ราคา 545 บาท
อันนี้ ไม่มีอะไรครับ เป็นแท่นวาง อุปกรณ์ และใช้เป็นแท่นที่จะใช้กด Tamp ไปด้วยในตัว จริงๆแล้ว จะซื้อเป็นแบบยาง ซิลิโคน มาวางบนโต๊ะก็ได้นะครับ แต่พอดี พื้นโต๊ะผม เป็นกระจก ผมกลัวว่า กดไปแรงๆ เผลอๆ กระจก จะแตก ผมก็เลยซื้อแบบเป็นทั้งแท่นกด และ แท่นวางอุปกรณ์ อยู่ในตัวเดียวกันมาใช้แทนครับ

Timemore Thermostat
ราคา 199 บาท
ตัววัดอุณหภูมิน้ำครับ ตัวนี้ อาจจะเป็นอีกตัวที่ซื้อมาแล้ว ไม่ได้ใช้ เพราะซื้อมาตอนที่ ยังไม่ได้คิดจะซื้อ กาน้ำไฟฟ้าแบบ คุมอุณหภูมิ ได้ ก็เลยคิดว่าจะใช้กาน้ำร้อนธรรมดา ซึ่งต้องใช้ตัววัดอุณหภูมิ ต่างหากมาวัดว่า อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่เท่าไรกันแน่ ก่อนที่จะนำน้ำไปใช้สกัด Espresso ครับ

FELLOW Atmos Glass Vacuum Coffee Storage Canister 700 ml
1,050 บาท
ตอนแรกๆ ผมก็ลังเล เล็กน้อยว่า จะลงทุน กับ โถเก็บกาแฟ ดีหรือไม่ เพราะบางความเห็นก็บอกว่า เก็บไว้ใน ถุงกาแฟ ก็เพียงพอแล้ว แต่เท่าที่อ่านพบมา คือ การเก็บรักษาที่ดีที่สุดนั้นคือ เก็บไว้ใน sealed bag นั่นแหละ แต่ในเมื่อซื้อกาแฟ มาทาน ไม่ได้ซื้อมาเก็บ เราก็จะต้องเปิดถุงกาแฟ อยู่ดี Sealed Bag จึงไม่มีประโยชน์อะไรต่อเรานัก

รองลงมา คือ การเก็บในถุงสูญญกาศ และ แช่ไว้ในช่องฟรีซ อันนี้ จะเก็บกาแฟไว้ได้นานเกิน 6 เดือนขึ้นไป โดยไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับ คนที่มี เม็ดกาแฟ มากมาย หลายประเภท จนกินไม่ทัน กินไม่หมด ก็จะต้องใช้วิธี ฟรีซแบบสูญญากาศ แบบนี้ หรือ อาจจะเหมาะสำหรับ คนที่ ซื้อ เม็ดกาแฟ ทีละมากๆ แล้วค่อยๆกินทีละน้อย ก็อาจแบ่งถุงเป็นหลายๆถุง แล้ว ฟรีซไว้ก่อน แล้วค่อยๆ แกะมากินทีละถุงก็ได้ครับ

สำหรับ โถแบบสูญญากาศ แบบ Fellow นี่ จริงๆแล้ว มันก็อาจไม่ได้สูญญากาศจริงๆ หากว่า วางไประยะหนึ่ง โดยไม่ไปทำอะไรกับมัน สภาพสูญญากาศ ก็อาจจะหายไปเอง หรือ เม็ดกาแฟปล่อยคาร์บอน ออกมา จนเราต้องมาดึงคาร์บอนออกไป ด้วยวิธี หมุนฝา กลับไป กลับมา จนกว่า ที่อากาศ หรือ คาร์บอน จะถูกดึง ออกไปหมด อีกครั้ง

แต่ผมคิดว่า Fellow เหมาะสมกับผม ที่ตั้งใจจะซื้อกาแฟ เป็นถุงขนาด 250 g มาทาน แล้วค่อยๆแกะทีละถุง มาใส่ ไว้ใน โถ Atmos นี่ แล้วทานไปให้หมด ในเวลา ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งผมคิดว่า เป็นเวลาที่เหมาะสม และ ไม่นานเกินไป และ Atmos น่าจะช่วยรักษารสชาติ ความสดใหม่ของเม็ดกาแฟ ให้ผมได้เป็นอย่างดี

ส่วนที่ผมเลือกเป็น โถแก้ว ที่ให้แสงแดด ผ่านเข้าไปได้ ทั้งๆที่ รังสี UV นั้น เป็นผลเสียต่อ เม็ดกาแฟ แต่ผม ก็วางโถไว้ในที่ร่ม ไม่ได้โดนแสดแดด โดยตรง และ ผมก็ตั้งใจจะทานให้หมด ใน 2 อาทิตย์ ดังนั้น ผมคิดว่า ประเด็นของ UV นั้น จึงไมไ่ด้มีผลมากมายอะไรนักครับ และ การใช้เป็นโถแก้วนั้น มีข้อดีที่ว่า ผมสามารถที่จะแนบ สลากหน้าซองของเม็ดกาแฟลงไปในโถได้ เพื่อจะได้รู้ว่า ผมกำลังทานเม็ดกาแฟ ยี่ห้ออะไร รุ่นใด อยู่

คู่แข่งของ Fellow Atmos เห็นจะเป็น Airscape ครับ ซึ่งก็เหมาะสมกับผมเช่นกัน ระบบการทำงาน อาจจะดูสะดวกกว่า Fellow Atmos ด้วยซ้ำ เป็นการ ดันฝาปิดที่มีวาล์ว ลงไปเฉยๆ สะดวกรวดเร็วมาก อาจจะไม่ได้เป็นสูญญากาศแท้ๆ แต่ผมคิดว่า ดีพอ สำหรับการเก็บเม็ดกาแฟ ไว้สักสองอาทิตย์ แต่ปัญหา ของ Airscape คือ ราคาจำหน่ายในไทยครับ แพงกว่า Fellow Atmos ด้วยซ้ำ (ซึ่งจริงๆแล้ว ควรจะถูกกว่า) จึงทำให้ ผมหันไปเลือก Fellow Atmos แทนครับ

แก้ว Espresso Double Wall ขนาด 80 ml.
45 บาท
แก้วสองชั้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถจับแก้ว โดยที่ไม่ต้องร้อนมือ ได้ครับ เพราะมีอากาศเป็นฉนวนอยู่ และ ช่วยให้ แก้ว เก็บความร้อนของกาแฟให้คงที่ไว้ได้นานกว่า แก้วธรรมดา ผมจงใจเลือกขนาดสำหรับ espresso โดยเฉพาะครับ ผมคิดว่า แก้วนี้ สวยดี และ มีราคาไม่แพงครับ

แก้ว Espresso ผนังสองชั้น 60 ml. พร้อมถาดรองไม้ ผลิตในจีน
105 บาท
อันนี้ ก็ไม่จำเป็นสักเท่าไรครับ ผมเห็นราคามันไม่แพง ก็เลยซื้อๆมา ใช้สลับๆ กันไป ตามอารมณ์ ครับ แก้วสองชั้นแบบนี้ น่าจะจับได้ถนัดมือมากขึ้น เพราะก้นแก้ว บานออก ไม่ได้สอบเข้า ตอนที่หยิบแก้วใบนี้ เราใช้นิ้วก้อย คอยประคองไว้ที่ก้นแก้ว ได้ง่ายกว่า แก้วสองชั้น ที่ก้นแก้ว เล็กกว่านี้ครับ

แก้ว Espresso เซรามิก 80 ml
145 บาท
อันนี้ เป็น แก้วเซรามิค แบบธรรมดาครับ ไม่ได้เป็นแบบสองชั้น ผมซื้อมาเผื่อๆไว้ เพื่อทดลองดูว่า ผมจะชอบแก้ว Espresso แบบไหนกันแน่ แต่ทั้งสองแบบที่ผมซื้อมา ผมเน้นว่า ราคาต้องไม่สูงครับ ดังนั้น แก้วที่มีราคาหลายๆร้อย หรือ พันกว่าบาทนั้น ผมคงไม่ได้คิดว่า จะซื้อมาใช้ เพราะผมคิดว่า ค่อนข้างเกินจำเป็น และไม่น่าจะช่วยให้รสชาติกาแฟ ดีขึ้นแต่อย่างใดครับ

iKea VARDAGEN วาร์ดาเกน
ถ้วยกาแฟเอสเพรสโซและจานรอง, ออฟไวท์ 60 ml. 59 บาท
นี่ก็เช่นกันครับ ซื้อมาทำไม ก็ไม่รู้ แต่ก็ซื้อมาครับ เพราะพอดีจะซื้อชั้นวางจาก iKea อยู่แล้ว เห็นแก้ว Espresso นี้ ราคาไม่แพง ก็เลยซื้อติดๆมา ซะงั้นครับ จะว่าไป สีขาวของแก้วใบนี้ ออกไปทาง หมองๆ นะครับ ไม่ ขาวสว่าง ใสปิ๊ง อะไรทำนองนั้น แต่เขาก็บอกอยู่แล้วว่า สี ออฟไวท์ อ่ะเนอะ รูปทรงกลม ก็ไม่ได้ กลมเสียทีเดียวนัก ทั้งจานรอง และ ตัวแก้ว ยังมองออกว่า มีส่วนที่ เบี้ยวๆไปเล็กน้อยอยู่ แต่ราคามันก็แค่ 59 บาทครับ คงจะไปหวังความเนี๊ยบอะไรนัก คงไม่ได้ครับ

แก้ว ผลิตในจีน แบบผนังแก้ว หนาพิเศษ 9.35 mm.
315 บาท
แก้ว Espresso ความจุ 60 ml. แบบที่มีผนังหนามากเป็นพิเศษใบนี้ มีข้อดี และ ข้อเสียในตัวครับ ข้อดีคือ แก้วมีผนังหนามาก จึงทำให้สามารถเก็บความร้อนไว้ในตัวได้มาก และ คงความร้อนไว้ได้นานกว่า แก้วทั่วๆไป ที่มีผนังบางกว่า แต่… หากว่า ก่อนที่จะใช้งาน แก้วมีอุณหภูมิที่ เย็น หรือ ปกติ แก้วใบนี้ ก็จะดึงความร้อนออกจาก กาแฟ ที่เทลงไปในแก้ว ได้มาก และ เร็ว มากเช่นกันครับ

ดังนั้น ในการใช้งาน แก้วกาแฟ ทุกชนิด โดยเฉพาะ ชนิดนี้ เราจำเป็นต้อง pre heat แก้วด้วยครับ ด้วยการเทน้ำร้อนทิ้งไว้ในแก้วก่อนสัก 2-3 นาที แล้วจึงค่อยเทน้ำร้อนทิ้ง แล้วจึงค่อยนำแก้วไปใช้งาน ในการใช้ทานกาแฟครับ

Twin Fish ช้อนกาแฟ Espresso 602-30
28 บาท
จริงๆแล้ว รายการนี้ ก็ไม่ได้จำเป็นเท่าไร แต่ผมชอบการออกแบบของ ช้อนรุ่นนี้มาก และ ราคาก็ไม่แพงเลย มีขนาด 10.6 x 1.9 cm. ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมมาก ที่จะใช้กับ แก้ว Espresso ขนาดเล็ก เพราะหากว่า ใช้ช้อนขนาดใหญ่ ก็จะทำให้ คนกาแฟ ในถ้วยขนาดเล็กได้ลำบาก

เรื่องการคน กาแฟ ด้วยช้อน กับ การแกว่ง แก้วกาแฟให้ กาแฟ ไหล วน ในถ้วย แบบไหนจะดีกว่ากัน ผมไม่รู้ครับ การทดสอบคงเป็นเรื่องลำบาก แต่วิธีคนกาแฟ ด้วยข้อนนั้น ลงทุนน้อยกว่าเยอะ และน่าจะได้ผลดี โดยไม่ต้องไปซื้อแก้วแบบพิเศษ ราคาร่วมพันบาท ที่มีครีบในตัว เพื่อช่วยให้ กาแฟเข้ากันได้ดีในระหว่างการแกว่งนั้น ด้วยวิธีการคนนั้น คุณเพียงลงทุนในช้อนกาแฟ ประมาณ 30 บาท กับ แก้ว Espresso ประมาณ 50-200 บาท รวมกันประมาณ 70-250 เท่านั้นเอง ถูกกว่าแบบแกว่ง หลายเท่าตัวครับ

อ้อ และ James Hoffmann ก็แนะนำว่า ให้หยุดแกว่ง แก้วกาแฟ และ หันมาใช้วิธี คนกาแฟ แทน ดีกว่าครับ

Ikea MALMBÄCK มาล์มเบค ชั้นติดผนัง ขาว 60 ซม.
249 บาท
ผมซื้อชั้น อันนี้ เพื่อเอามาวางโชว์ บรรดา แก้ว Espresso ทั้งหลาย ที่ผมหาเรื่องซื้อมา หลายใบ ซึ่งไม่ได้จำเป็นอะไรเลย แต่ผมก็ พิไร ซื้อของผมไปเรื่อย ราคาชั้นวางนี่ แพงกวา ราคาแก้วทั้งหลาย ที่ซื้อมาด้วยซ้ำไปครับ อิ อิ

แก้วตวง Espresso
110 บาท
ผมซื้อแก้วนี้มาเผื่อๆไว้ สำหรับกรณีที่ผมอยากจะตวงปริมาตรของ กาแฟ ที่ได้ในระหว่างการสกัดครับ แต่คิดว่า ในทางปฎิบัติ คงไม่ได้ใช้หรอกครับ เพราะผมคงเน้นการสกัดแบบใช้ Ratio 1:2 มากกว่า ที่จะไปเน้นเรื่องที่ต้องได้ 2 ออนซ์ (60 ml) ในเวลา 30 วินาทีครับ แต่ที่แก้วใบนี้จะมีประโยชน์คือ ใช้เป็นแก้วที่เปลี่ยนเข้าไปรองรับ น้ำกาแฟที่เหลือ หลังการสกัด ไม่ให้ หกเลอะเทอะครับ ก็จะเอาแก้วใบนี้ไปรองรับไว้แทนครับ

ช้อนไม้ ตักเม็ดกาแฟ ผลิตในจีน
75 บาท
อันนี้ ก็ไม่จำเป็นสักเท่าไรครับ แต่ผมเห็นว่า มันสวยดี และ ราคาไม่แพง ก็เลยซื้อมาใช้ครับ จริงๆแล้ว จะใช้ช้อน อะไร ก็ได้ ในการตัก เม็ดกาแฟออกจากถุง ลง Dosing Cup จะใช้วิธี เทจากถุง แล้วใช้นิ้วหยิบเม็ดส่วนเกินกลับเข้าถุง ยังได้เลยครับ

Mirror Shot
165 บาท
กระจกอันนี้ ผมซื้อ กระจก พกพา ของสาวๆ มาใช้เป็น Mirror Shot ครับ เพราะมีราคาถูกกว่า หากไปซื้อ กระจกที่เขาโฆษณาว่า เป็น Mirror shot ราคาต่ำสุดที่เห็นคือ 350 บาทขึ้นไป แต่อันนี้ แค่ 165 บาทเอง และ มีไฟในตัวด้วย ขนาดกำลัง กระทัดรัด (8.5 x 8.5 cm.) เหมาะสมกับการใช้เป็น Mirror Shot อย่างยิ่งครับ

Mirror Shot นี่ เราเอาไว้ ดูการไหลของ Espresso ในระหว่างที่เราสกัดครับ เพื่อดูว่า ไหลเร็ว หรือ ไหลช้า เร่ิมไหลเมื่อไร ไหล่ต่อเนื่องไหม เกิด channeling ขึ้นหรือไม่ เป็นต้นครับ เพราะเราคงจะใช้วิธี ถ่ายคลิปมาดูทุกๆครั้ง คงไม่สะดวกครับ ใช้ Mirror Shot สะดวกกว่ามากครับ

iKea BEVARA เบียวอร่า
ที่หนีบปากถุง, คละสี 29 บาท / 10 ชิ้น
ที่หนีบปากถุงอันนี้ ซื้อมาเผื่อๆไว้ครับ ในกรณีเกิดว่า ผมต้องการ ปิดผนึก ถุงกาแฟ เป็นการชั่วคราว ส่วนถ้าหากว่า จะเก็บเม็ดกาแฟไว้ในถุงแบบนาน จริงๆ ผมคงใช้วิธี ซีลในถุงสูญญากาศ แล้วแช่ในช่องฟรีซ มากกว่าครับ

ขวดสเปรย์ 100 ml.
8 บาท
ขวดสเปรย์นี้ เอาไว้ใส่น้ำ เพื่อ พ่นลงไปที่เม็ดกาแฟ เล็กน้อย ก่อนที่จะทำการบดครับ เพื่อลดปัญหา Static ของ Zentis NZR-64 ซึ่งหากไม่ทำ ผงกาแฟ จะกระจายไปเกาะเลอะเทอะ ที่ตัวเครื่อง และบริเวณรอบๆ จนเลอะไปหมดครับ

KnockBox
219 บาท
ถังนี้ เอาไว้เคาะกากกาแฟ ทิ้ง หลังจากสกัดเสร็จครับ ก็ใช้เพื่อความสะดวกในการ ทิ้งกากกาแฟ และ การ เอาไว้รองรับ ตอนที่เรากวาดผงกาแฟ ที่อาจ หก กระจัดกระจาย อยู่ครับ

แปรงปัด ทำความสะอาด อุปกรณ์ต่างๆ
49 บาท
แปรงธรรมดาครับ เอาไว้ ปัดผงกาแฟ ที่อาจจะติดอยู่ตามท่ีต่างๆ เช่น ตรง ลำตัวของเครื่องบดผงกาแฟ เป็นต้นครับ

DustPan
160 บาท
เอาไว้ ปัด เก็บกวาด เศษผง ต่างๆ ที่อยู่บน Espresso Bar ของผมครับ ขนาดเล็ก เหมาะสมกับการทำความสะอาดในพื้นที่เล็กๆ ครับ

Bar Mat
130 บาท
ข้อดีของการมี Bar Mat นอกเหนือจากที่ว่า สามารถดักเก็บ ผงกาแฟ ที่ตกกระจายไปรอบๆ ระหว่างการ บด เมล็ดกาแฟ และ สามารถเอาไปล้างทำความสะอาดได้ง่ายแล้ว Bar Mat ผืนนี้ ยังช่วยให้ Zentis NZR-64 อยู่นิ่งกับที่ ไม่ขยับไปทีละนิด ทีละนิด เวลาที่เปิดเครื่องใช้งานครับ หากไม่มี Bar Mat เครื่องจะค่อยๆหมุนไปเรื่อยๆ เนื่องจาก พื้นผิวกระจกจะมีความลื่นที่ทำให้ NZR-64 สไลด์ เคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆครับ

ก็… หมดแล้วครับ อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บน Espresso Bar ของผม

ในอนาคต ผมก็ไม่รู้นะครับว่า ผมจะซื้ออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ? แต่คิดว่า ไม่น่าจะมี ถ้าจะมี ก็คงเป็นการ upgrade เครื่องบด เท่านั้น (แต่ก็อาจจะพอใจกับ NZR-64 ไปเลยก็ได้ หากใช้แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรตามมา)

หวังว่า ข้อมูลในนี้ จะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆ ที่สนใจในการชง Espresso ทานเองที่บ้าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นมือใหม่ เริ่มค้นหาข้อมูลต่างๆเหมือนผม ก็ลองอ่าน เก็บข้อมูล และ ไปตรวจสอบ เปรียบเทียบ กับข้อมูล และ ความเห็นอื่นๆ แล้วพิจารณาดู แนวทางในการเลือกซื้ออุปกรณ์ มีหลากหลายแนวทาง บางท่านก็ต้องการความสวยงาม หรูหรา บางท่านก็เน้นประโยชน์ใช้สอย ซึ่งไม่ว่า จะเลือกในแนวทางใด สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ ได้ Perfect Shot ของ Espresso แก้วโปรด ของแต่ละท่านครับ ขอบคุณครับ